การเลือกสายรัดพลาสติกในการใช้งาน
หลายท่านที่ไม่เคยใช้งานมาก่อนอาจจะมีปัญหากับการเลือกซื้อสายรัดพลาสติกเพื่อนำไปใช้ ไม่ว่าจะใช้งานกับเครื่องแพคไฟฟ้าหรือเครื่องแพคมือโยกก็ตาม ข้อแนะนำสำหรับการเลือกซื้อให้พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1.การทดสอบความเหนียวของสายรัด
กรณีที่ลูกค้าไม่มีเครื่องทดสอบก็อาจเป็นเรื่องที่ยากหน่อยว่าสายรัดที่ซื้อมามี แรงดึงเท่าไหร่ ดังนั้นการทดสอบง่ายๆก็คือ ลองแพคสินค้า แล้วยกสินค้าขึ้นโดยดึงที่สายรัดขึ้นมา ดูว่าสายรัดขาด หรือยืดย้วยหรือไม่ ถ้าไม่ขาดก็ถือว่าน้ำหนักสินค้าของท่านกับสายรัดม้วนนั้นใช้ได้ แต่การทดสอบทางโรงงานจะใช้การวัดแรงดึงว่าสายรัดที่ผลิตมานั้นรองรับแรงดึง ได้กี่กิโลกรัม
การทดสอบแรงดึง

– การทดสอบแรงดึงจะอยู่ที่ประมาณ 100 -200 กิโลกรัม (แล้วแต่ขนาดของสายรัด) หมายถึงว่าสายรัดนี้รับน้ำหนักสินค้าได้มากกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไป (แต่การทดสอบสายรัดแป้งอยู่ที่ประมาณ 50 – 80 กิโลกรัม)
– เหตุผลที่ทางโรงงานผลิตสายรัดแรงดึงสูงได้ก็เพราะผลิตมาจากเม็ดพลาสติกล้วนที่ไม่มีส่วนผสมของแป้ง (สารลดต้นทุน)นั่นเอง
หมายเหตุ : การทดสอบแรงดึงจัดทำขึ้นเพื่อที่จะทดสอบความสามารถในการรองรับสินค้าที่ต้องการแรงดึงมาก
– ตัวอย่างสินค้าที่ต้องใช้แรงดึงสูง เช่นการรัดสินค้าบนพาเลท การรัดกะบะกล้วยไม้ เป็นต้น
– แรงดึงมีความสัมพันธ์กับขนาดของสายรัด สายรัดพลาสติกที่หนาย่อมมีแรงดึงสูงกว่า (ต่างกับสายรัดแป้ง แม้มีความหนาก็ไม่ทำให้แรงดึงสูงขึ้นได้มาก)
2.การทดสอบการซีลติดสายรัด
|
สายรัดที่ผลิตมาจากเม็ดพลาสติกล้วน เวลาซีลความร้อนโดยเครื่องแพค เนื้อของพลาสติกจะติดเป็นเนื้อเดียวกันได้ดี การซีลติดที่แน่นทำให้การรัดวัสดุสิ่งของไม่หลุดออกง่าย โดยเฉพาะลูกค้าที่ทำงานในห้องเย็น หลายท่านมักพบกับปัญหากับสายรัดที่มีส่วนผสมของแป้งเมื่อแพคแล้วสายรัดหลุด ออกได้ง่าย สาเหตุก็เพราะว่าคุณสมบัติของแป้งไม่ทำให้ติดกันได้ด้วยความร้อน สิ่งที่ติดก็คือพื้นผิวของสายรัดที่เป็นพลาสติกเพียงเล็กน้อนเท่านั้นเอง |
การทดสอบการซีล

ภาพนี้เป็นการแพคโดยสายรัดแป้ง ข้อเสียคือ
เมื่อเอามือดึงลอกจะดึงออกได้ง่ายมาก เพราะการซีลติดจะติดเฉพาะพื้นผิวที่เป็นพลาสติกเท่านั้น (เพราะมีส่วนผสมของแป้งเยอะ) แต่ถ้าเป็นสายรัดที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกล้วนจะติดแน่นและดึงออกได้ยากกว่า
3.ดูขนาดม้วนกับน้ำหนัก
|
สายรัดแป้งมักจะมีขนาดม้วนที่เล็กกว่าสายรัดที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกล้วนมาก เหตุผลก็เม็ดพลาสติกจะเบากว่าเม็ดเคมีแป้ง เมื่อเม็ดพลาสติกเบาจึงยืดได้ยาวกว่าในน้ำหนักที่เท่ากัน |
ดูการเปรียบเทียบระหว่างเชือก 2 ม้วน
![]() |
![]() |
![]() |
สายรัด 2 ม้วนมีขนาดไม่เท่ากัน
จากภาพบน 3 ภาพ สิ่งที่เห็นคือสายรัดพลาสติกสีฟ้าจะดูกว่าสายรัดสีดำมาก บางท่านอาจสงสัยว่าก็ตั้งใจทำสายรัดสีฟ้าให้ดู้ม้วนใหญ่กว่าหรือเปล่า รองดูภาพล่าง
สายรัด 2 ม้วนมีเนื้อพลาสติกไม่เท่ากัน
![]() |
![]() |
แต่…สายรัด 2 ม้วนมีน้ำหนักเท่ากัน
![]() |
![]() |
เมื่อนำสายรัดทั้ง 2 ม้วนมาชั่งน้ำหนัก จะพบว่าสายรัดมีน้ำหนักที่เท่ากัน คือ 8 กิโลกรัม แต่สิ่งที่ทำให้สายรัดมีขนาดต่างกันอยู่ที่กระบวนการผลิตระหว่างการผลิตโดย เม็ดพลาสติกล้วน กับเม็ดพลาสติกผสมสารลดต้นทุนประเภทแป้งนั่นเอง
แป้งผสมสายรัดพลาสติก
![]() |
![]() |
รูปภาพ A อธิบายได้ว่าถ้าเราผลิตสายรัดโดยใช้เม็ดพลาสติกล้วนที่น้ำหนัก 6 ขีด เราจะได้สายรัดที่มีความยาวเต็มขวด
รูปภาพ B อธิบายได้ว่าถ้าเราผลิตสายรัดโดยใช้แป้ง 6 ขีด(เท่ากัน)มาผลิตสายรัด จะได้ความยาวเพียงแค่ครึ่งขวด
สิ่งนี้คือสาเหตุว่าทำไมสายรัดที่ใช้แป้ง(สารลดต้นทุน) เป็นส่วนผสม(สีดำ)จึงมีความยาวที่สั้นกว่าสายรัดที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกล้วนมาก(สีน้ำเงิน) ดังนั้นสายรัดที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกล้วนจึงมีความยาว และคุ้มต่อราคามากกว่า
สรุปผลการทดสอบ
|
-สายรัดแบบพลาสติกล้วน จะให้ความยาวของสายรัดมากกว่าสายรัดประเภทแป้งมาก -สายรัดแป้งจะมีปัญหาเรื่อง ความเหนียว แรงดึง และปัญหาการซีลของสายรัด -การเลือกซื้อสายรัดโดยพิจารณาที่ราคาเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ได้ราคาถูกอย่างที่คิด เพราะเมื่อเปรียบเทียบความยาวกับราคาแล้ว สายรัดพลาสติกล้วนจะถูกกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ -ใช้สายรัดที่ได้มาตรฐาน จะไม่พบกับปัญหาที่ตามมาทั้งกับงานที่ต้องการแพค และตัวเครื่องแพคเอง -ปัจจุบันมีกระบวนการผลิตที่ทำให้สายรัดแป้งดูบางลงได้ แต่ให้กลับไปพิจารณาเรื่องแรงดึง และการซีลของสายรัด |








