การเลือกซื้อเครื่องแพ็ค
การเลือกซื้อเครื่องแพ็ค หรือเครื่องรัดสายพลาสติก (เครื่องรัดกล่อง) สำหรับผู้เริ่มใช้งานจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทั้งในเรื่องของคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม เครื่องแพ็คหรือเครื่องรัดสายพลาสติกจะเป็นสินค้านำเข้าทั้งหมด การเลือกซื้อการจะพิจารณาที่แบรนด์หรือยี่ห้อของเครื่อง ผู้ให้บริการ และส่วนต่างๆในตัวเครื่อง
![]() |
![]() |
|
ประเภทของเครื่องแพ็ค
เครื่องแพ็คแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ เครื่องแพ็คแบบอัตโนมัติ (Automatic Packing Machine) การใช้งานจะเป็ฯการรัดแบบอัตโนมัติ(ภาพขวามือสุด) ข้อดีคือ ใช้งานง่ายเพียงแค่วางสินค้าบนเครื่องแพ็ค เครื่องก็จะทำการรัดสินค้าเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้มือเข้าไปช่วยจับสายรัดพลาสติก จึงเหมาะสำหรับสินค้าที่มีขนาดไซด์เท่าๆกันที่ต้องการแพ็คอย่างรวดเร็ว ส่วนข้อเสียคือสินค้าที่ใช้แพ็คต้องมีขนาดเล็กกว่าคานบนของเครื่อง และที่สำคัญราคาแพงพอสมควร
เครื่องแพ็คอีกประเภทหนึ่งคือ เครื่องแพ็คแบบกึ่งอัตโนมัติ (semi-Automatic Packing Machine เครื่องแพ็คประเภทนี้จะใช้งานง่ายเพียงแค่นำสินค้ามาวางบนเครื่องไม่ว่าสินค้าจะเล็กหรือใหญ่ก็สามารถแพ็คได้ โดยใช้มือจับสายรัดสอดเข้าไปในเครื่อง ที่สำคัญเครื่องประเภทนี้ราคาจะไม่แพงมาก และเป็นที่นิยมใช้งานมากที่สุด
การนำเข้าของเครื่องแพ็ค
เครื่องแพ็คที่ใช้งานบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจาก 3 ประเทศหลักคือ ประเทศญี่ปุ่น ใต้หวัน และจีน ส่วนทางยุโรปก็มีบ้างแต่ราคาค่อนข้างแพง คุณภาพของเครื่องแพ็คจะขึ้นอยู่กับราคา เครื่องแพ็คที่นำเข้าจากประเทศใต้หวันจะถูกนำมาใช้กันมากเนื่องจากราคาถูกกว่าเครื่องแพ็คญี่ปุ่น และการใช้งานก็มีความทนทานมาก ส่วนเครื่องแพ็คจากจีนจะราคาถูกสุด แต่วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็เป็นไปตามราคา
ปัญหาคือ มีผู้จำหน่ายหลายรายที่นำเครื่องแพ็คจากจีนมาบอกกับลูกค้าว่าเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศใต้หวัน เพื่อขายให้ได้กำไร ซึ่งก็เป็นความยากสำหรับผู้บริโภคที่จะทราบได้
สภาพของเครื่องแพ็ค
การพิจารณาสภาพภายนอกของเครื่องแพ็ค ให้ดูจากโครงสร้างของเครื่องแพ็ค เครื่องราคาถูกจะผลิตจากเหล็กที่บาง ฝาปิดเป็นเหล็กชุบโคเมี่ยม หรือบางครั้งก็ปิดแผ่นสติ๊กเกอร์ ซึ่งจะทำให้เป็นสนิมได้ง่าย ในขณะที่เครื่องญี่ปุ่นหรือใต้หวันจะเป็นแสตนเลสทำให้ไม่เป็นสนิม และมีความหนาดูแข็งแรงทนทาน ส่วนการดูสภาพภายในของเครื่องก็คือการดูจากกลไกต่างๆของเครื่อง
|
สภาพกลไกภายในเครื่องแพ็ค การพิจารณาจากกลไกภายใน ให้ดูจากวัสดุภายในตัวเครื่องว่าดูมั่นคงแข็งแรง และมีส่วนใดที่สั่นคลอนหรือไม่ สภาพของน๊อตมีการคลายตัวหรือมีร่องรอยจากการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ |
![]() |
ลูกกลิ้งจับสายรัด
![]() |
ภาพซ้ายเป็นลูกกลิ้งสำหรับจับสายรัดพลาสติก ลูกกลิ้งอย่างดีจะเป็นเหล็กชุบแข็งเกรดดี เรียบ ผิวมัน ไม่เป็นสนิมง่าย มีหน้าที่กดและคลายสายรัดพลาสติก |
เฟืองในล่อน
![]() |
![]() |
![]() |
อธิบายภาพ
| –ภาพซ้ายมือเป็นภาพของเฟืองไนล่อน(Nylon) ผลิตจากเม็ดพลาสติก Nylon มีคุณสมบัติพิเศษคือ ทำให้วัสดุที่ได้มีความเหนียว แข็งแรง ทนต่อความร้อน น้ำมัน และสารเคมี (ข้อสังเกตุตัวเฟืองมักจะผลิตแบบให้ดูเรียบง่าย)
–ภาพกลาง เป็นเฟืองพลาสติกธรรมดา (พบได้ในเครื่องแพ็คราคาถูก) ปัญหาของเฟืองประเภทนี้คือความเปราะ หักง่าย มักจะเกิดกับฟันเฟืองที่จะหักบ่อย และรูกลางของเฟืองที่สึกจากการรูดกับเพลา –ภาพสุดท้ายเป็นภาพเปรียบเทียบอายุการใช้งานที่เท่ากัน แต่เฟืองไนล่อนยังมีสภาพที่สมบูรณ์ ในขณะที่เฟืองพลาสติกธรรมดาจะแตกหัก |
ชุดเพลาขับ-ฮีตเตอร์
![]() |
![]() |
![]() |
-ภาพแรก สายพานภายในเครื่องจะใช้แรงดึงมาก ดังนั้นตัวเพลากลางมู่เล่ และตัวขับสายพานแต่ละช่วงต้องแข็งแรง นอกจากนั้น เครื่องหใม่จะมีรอย Mark ตามหัวน๊อตต่างๆเพื่อให้เห็นว่าไม่ใช่เครื่องย้อมแมวหรือนำอะไหล่อื่นมาประกอบ
-ภาพที่ 2 และ 3 เป็นส่วนของฮีตเตอร์ความร้อนที่มีฝาครอบ วอลลุ่มความร้อนควรปรับระดับความร้อนได้เสถียร สายฮีตเตอร์ถ้าเกรดดีจะทนมาก ส่วนตัวโซลินอยด์ รอย Mark สีแดง เครื่องใต้หวันจะเป็น 220 V เพราะจะทำให้แรงกดและแรงดึงสูง ส่วนเครื่องจีนบางรุ่นจะใช้แบบ 24 V เท่านั้น
ใบมีดและบล็อก

ภาพนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงใบมีดของเครื่องแพ็ค ซึ่งมีอยู่ 3 ชิ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากอีกปัจจัยหนึ่ง สายรัดจะตัดขาดง่ายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับส่วนนี้ เครื่องญี่ปุ่นและใต้หวันจะมีใบมีดที่แข็งแรงมาก เหล็กจะผลิตจากเหล็กน้ำมันชุบแข็งเกรดดี มีความทนทาน เพราะต้องมีการตัดตลอด นอกจากนั้นบล็อกใบมีดควรเป็นเหล็กหล่อ ซึ่งจะมีความทนทานกว่าบล็อกอลูมิเนียมที่อาจหลวมและคลอนได้ง่ายเมื่อใช้ไปนานๆ
ระบบไฟ และแผงวงจร
|
ระบบไฟและแผงวงจรและระบบไฟควรมีการแยกทำงานกันอย่างอิสระ หมายความว่าแต่ละจุดในแผงวงจรสามารถแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆเพื่อไปสั่งการ ทำงานในกลไกต่างๆของเครื่องแพ็ค การแยกอย่างอิสระนี้จะทำให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงรักษา แต่ในระบบการทำงานของเครื่องแพ็คจากจีนหลายรุ่นจะใช้ระบบแผงวงจรแบบรวม ซึ่งสุดท้ายเมื่อเสียและนำมาซ่อมก็ต้องแปลงให้เป็นระบบแผงวงจรแบบแยกอิสระ อยู่ดี |
อธิบายภาพ
![]() |
![]() |
![]() |
ภาพแรกและภาพที่ 2 เป็นแผงวงจรเครื่องแพ็คใต้หวัน ส่วนภาพสุดท้ายเป็นแผงวงจรเครื่องแพ็คญี่ปุ่น ซึ่งในส่วนของล็อคเก็ตที่เสียบจะแยกเป็นส่วนๆอย่างชัดเจน เช่นภาพแรกชุดรีเลย์ชุดหนึ่งจะทำงานเกี่ยวกับมอเตอร์, ครัช ส่วนตัวอื่นจะแยกทำงานในส่วนอื่นเช่นหน่วงเวลาในการซีลสายรัด เป็นต้น
![]() |
![]() |
ภาพบนทั้ง 2 ภาพ เป็นแผงวงจรเครื่องแพ็คจีน ภาพแรกเป็นเครื่องแพ็คระบบเซนเซอร์ คือใช้ระบบเซนเซอร์แทนคานโอริง ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องสายโอริงขาด แต่ละบบเซนเซอร์ก็เสียได้ง่ายเหมือนกัน ระบบนี้มีให้เห็นในเครื่องใต้หวันบางรุ่นด้วย ส่วนภาพ 2 เป็นเครื่องแพ็คจีนระบบคานโอริง จะเป็นสล็อตแบบเสียบ ระบบนี้ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือเมื่อใช้ไปนานๆ ช่องเสียบสล็อตมักจะขยายตัวออก
วัตถุประสงค์ของการใช้งานเครื่องแพ็ค
|
– พิจารณา ลักษณะการใช้งานของลูกค้า สินค้าที่ต้องการแพ็ค ระยะเวลาในการใช้งานต่อวัน สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ถ้าต้องการแพ็คสินค้าเพียงเล็กน้อยต่อวัน เครื่องแพ็คจากจีนก็พอใช้งานได้ ยกเว้นลูกค้ามีการใช้งานมากพอสมควร – สถาน ที่ทำงานของลูกค้าอยู่ใกลจากผู้ขายมากน้อยเพียงใด กรณีที่ลูกค้าอยู่ต่างจังหวัด ขอแนะนำว่าอย่างน้อยสุดควรซื้อเครื่องแพ็คจากใต้หวันน่าจะดีกว่า เพราะการใช้เครื่องแพ็คราคาถูกถ้ามีการเสียระหว่างการใช้งาน การบริการที่จะเรียกช่างไปซ่อมบำรุงน่าจะลำบากพอสมควร |
การรับประกันสินค้า
-ให้พิจารณาว่าเครื่องแพ็คที่ซื้อรับประกันนานเท่าไร แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ประมาณ 1 ปี ยกเว้นเครื่องแพ็คจากจีนที่ราคาถูกมาก อาจมีระยะเวลารับประกันสั้นกว่านั้น
-อุปกรณ์และกลไกทุกชิ้นของเครื่องแพ็คมีเปลี่ยนให้หรือไม่ หลายแห่งที่การซ่อมบำรุงไม่คืบหน้าก็เนื่องจากต้องรอการสั่งอะไหล่หรืออุปกรณ์จากต่างประเทศ
|
ลูกค้าที่ต้องการคำปรึกษาเรื่องงานแพ็คกิ้ง ปรึกษากับทางเราได้ ติดต่อ (098) 429-9324 |















